หวั่นคืนภาษีรถคันแรกผู้ซื้อทิ้งรถหนี
          “บุญทรง” หารือค่ายรถ-เช่าซื้อ สานนโยบายลดภาษีผู้ซื้อรถยนต์คันแรก สรรพสามิตยันตรวจสอบข้อมูลผู้ซื้อได้แม้กรมขนส่งฯ ไม่มีข้อมูลหลังปี 2549 ลั่นหากผู้ซื้อผิดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งต้องคืนภาษีทั้งหมด ขณะที่สมาคมธุรกิจเช่าซื้อหวั่นเปิดช่องให้ผู้ซื้อทิ้งรถ หลังได้รับเงินคืนภาษีสูงสุด 1 แสนบาทในปีแรก แนะสรรพสามิตจ่ายผ่านไฟแนนซ์ นำมาลดเงินค่างวดแทน พร้อมเล็งปรับเพิ่มเงินดาวน์อีก 10-15%
         รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เชิญ 4 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินมาตรการคืนภาษีรถยนต์คันแรก ทั้งกรมสรรพสามิต ตัวแทนจากสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย และสมาคมประกันวินาศภัย ชี้แจงแนวทางปฏิบัติ และรับทราบปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งการประชุมใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง เนื่องจากมีการถกเถียงกันมาก โดยเฉพาะบริษัทเช่าซื้อ หรือ ลีสซิ่ง ได้สอบถามอย่างมากว่าจะดำเนินการอย่างไร จะยึดวันเริ่มต้น หรือวันจบโครงการจากเอกสารตัวใด รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกรณีที่กรมการขนส่งทางบกไม่มีข้อมูลของผู้จดทะเบียนรถย้อนหลังตั้งแต่ปี 2549 ลงไป และการโอนเปลี่ยนสิทธิ์ถือครองก่อน 5 ปี
         รับเงินคืนภาษีได้หลัง 1 ปี
    นายบุญทรง กล่าวว่า ที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่า รัฐบาลจะเริ่มดำเนินโครงการอย่างเป็นทางการ (คิกออฟ) ในวันที่ 4 ตุลาคม แต่นโยบายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน โดยจะยึดจากใบจองรถว่า ต้องเป็นใบจองซื้อรถที่ลงวันที่ตั้งแต่ 16 กันยายนเป็นต้นไป จนถึงวันสิ้นสุดโครงการ 31 ธันวาคม 2555 ซึ่งจะยึดถือรถที่มีเอกสารครบทั้ง 7 รายการที่มายื่นในวันสุดท้ายจึงมีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ แม้จะยังไม่ได้รับรถก็ตาม
         นายบุญทรงกล่าวต่อว่า เมื่อผู้ซื้อรถยนต์มีเอกสารครบตามที่กำหนด ทั้งแบบคำขอคืนเงินสำหรับรถยนต์คันแรก สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาสัญญาเช่าซื้อ กรณีที่เป็นการเช่าซื้อ สำเนาคู่มือการจดทะเบียน หนังสือยอมสละสิทธิ์การโอนภายใน 5 ปี และหลักฐานการซื้อขายรถยนต์ จึงจะสามารถนำมายื่นขอคืนคืนภาษีจากรัฐบาลได้ แต่จะได้รับคืนจริงหลังจาก 1 ปีหลังเป็นกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ไปแล้ว ซึ่งหากเป็นการเช่าซื้อรัฐบาลจะตีเช็คจ่ายคืนภาษีให้แก่ผู้ซื้อโดยตรง ไม่ใช่สถาบันการเงินผู้ปล่อยสินเชื่อแต่อย่างใด
         อย่างไรก็ตาม หากผู้ซื้อรถไม่สามารถผ่อนชำระได้ครบตามกำหนดและถูกยึดรถคืน กรณีนำรถมาคืนอย่างถูกต้องจะให้สถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ช่วยตามทวงภาษีคืนจากผู้ซื้อรถให้ เพื่อแลกกับการปลดล็อกสิทธิการโอนให้ 5 ปี แต่หากเป็นการละทิ้งไปเลย กรมสรรพสามิตจะติดตามเรียกเงินภาษีคืนเช่นกัน แต่ยอมรับว่าการคืนภาษีครั้งนี้ ไม่มีกลไกตามภาษีคืน และไม่มีค่าปรับเงินเพิ่มเหมือนกับการไม่จ่ายภาษีกรมสรรพากร เพราะมาตรการดังกล่าวไม่ใช่บทบัญญัติทางกฎหมายและไม่ใช่มาตรการภาษี รัฐบาลต้องใช้กฎหมายแพ่งตามฟ้องเรียกภาษีคืนจากผู้ซื้อรถเป็นรายๆ ไป
         เชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวม
         นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า กรมได้จัดทำรายละเอียดแนวปฏิบัติที่เป็นขั้นตอนสำหรับผู้ที่ต้องการได้รับสิทธิลดภาษีสำหรับการซื้อรถยนต์คันแรก โดยจะปรากฏในเว็บไซต์ของกรมในวันที่ 16 กันยายนนี้ โดยขั้นตอนปฏิบัติคือ ให้ผู้ซื้อนำหลักฐานการซื้อรถมาแสดงที่กรมและสรรพสามิตพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อขอคืนภาษี จากนั้นกรมจะตรวจเช็กกับกรมการขนส่งทางบกว่าเป็นผู้มีสิทธิจริงหรือไม่ภายใน 7 วันก่อนที่จะอนุมัติ
         ส่วนกรณีกรมการขนส่งทางบกระบุว่า ไม่มีข้อมูลย้อนหลังก่อนปี 2549 นั้น แม้กรมการขนส่งทางบกจะแจ้งว่า ผู้ซื้อมีสิทธิ์ซื้อรถยนต์คันแรก แต่กรมก็จะมีวิธีการตรวจสอบ เพื่อให้แน่ใจก่อนจะคืนเงินภาษี ซึ่งมีระยะเวลาการตรวจสอบภายใน 1 ปี ทั้งนี้เอกสารหลักฐานการขอคืนภาษี ได้แก่ 1.แบบคำขอคืนเงินสำหรับรถยนต์คันแรก 2.สำเนาบัตรประชาชน 3.สำเนาทะเบียนบ้าน 4.สำเนาหนังสือสัญญาเช่าซื้อ (ในกรณีเช่าซื้อ) 5.สำเนาคู่มือการจดทะเบียน 6.หนังสือยินยอมสละสิทธิ์การโอนภายใน 5 ปี และ 7.หลักฐานการซื้อขายรถยนต์
         ด้าน นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กล่าวว่า นโยบายดังกล่าวจะทำให้เกิดกำลังซื้อในอุตสาหกรรมรถยนต์มากขึ้น และเป็นส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม นอกจากนี้การที่รัฐบาลกำหนดระยะเวลาของมาตรการเร็วขึ้น คือ ให้เริ่มต้นได้วันที่ 16 กันยายนนี้ ก็เห็นว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสม แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเข้าใจกลไกของอุตสาหกรรมรถยนต์ เพราะถ้ากำหนดให้เริ่มต้นโครงการตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป จะทำให้เกิดการชะงักงันของธุรกิจในช่วงเวลาดังกล่าว
         หวั่นทิ้งรถหลังได้รับเงินคืนภาษีในปีแรก
         รายงานข่าวจากสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทยแสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวทางการคืนเงินให้แก่ผู้ซื้อรถคันแรก หลังจากครบกำหนดภายในปีแรกหมดทันที เพราะจะก่อให้เกิดปัญหาการสวมสิทธิ์ และที่สำคัญอาจทำให้ผู้ซื้อรถเก๋งขนาดไม่เกิน 1,500 ซีซี ทิ้งรถหลังจากได้รับคืนเงินภาษีสูงสุดถึงแสนบาทในปีแรก
         ตัวแทนจากสมาคมธุรกิจเช่าซื้อให้เหตุผลว่า ปัจจุบันการเช่าซื้อรถยนต์มีการวางเงินดาวน์เพียง 5-10% ซึ่งรถยนต์นั่งขนาดไม่เกิน 1,500 ซีซี ราคาอยู่ที่ประมาณ 5-7 แสนบาท ฉะนั้นผู้ซื้อรถจะวางเงินดาวน์ประมาณ 5-8 หมื่นบาทเท่านั้น แต่มาตรการคืนเงินภาษีให้ผู้ซื้อรถคันแรก หลังจากซื้อเป็นเวลาครบ 1 ปี จะได้รับเงินภาษีสรรพสามิตคืนสูงสุด 1 แสนบาท ทำให้ผู้ซื้อรถได้รับเงินดาวน์คืนทันทีเพียงแค่ปีแรก และอาจจะมีส่วนต่างเพิ่มด้วย จนบางรายอาจตัดสินใจทิ้งรถด้วยการปล่อยให้บริษัทเช่าซื้อรถ หรือไฟแนนซ์ยึดไป
         เล็งเพิ่มเงินดาวน์ซื้อรถคันแรก
            ตัวแทนจากสมาคมธุรกิจเช่าซื้อระบุอีกว่า ยังมีปัญหากรณีผู้เช่าซื้อทิ้งรถปล่อยให้ไฟแนนซ์ยึดกลับคืน ซึ่งก็ต้องปล่อยขายทอดตลาด แต่จากเงื่อนไขมาตรการคืนเงินผู้ซื้อรถคันแรก ผู้ซื้อจะต้องครอบครองรถให้ครบ 5 ปี จึงสามารถเปลี่ยนผู้ถือครองได้ กรณีนี้ทำให้ไฟแนนซ์ไม่สามารถขายทอดตลาดได้ ซึ่งไฟแนนซ์จะปล่อยรถได้ต้องนำเงินไปคืนกรมสรรพสามิต ทำให้ต้องรับภาระเพิ่ม จึงถือเป็นความเสี่ยงของผู้ประกอบการธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์
            "วิธีจะลดความเสี่ยงดังกล่าว สรรพสามิตควรนำเงินภาษีที่คืนผ่านทางไฟแนนซ์ แล้วนำมาเป็นส่วนหักลดค่างวดผ่อนรถแทน และเชื่อว่าจะตรงกับเป้าหมายรัฐบาล ที่ต้องการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ซื้อรถคันแรกมากกว่า” ตัวแทนสมาคมธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ กล่าว
            อย่างไรก็ตาม กรมสรรพสามิตยืนยันว่า ไม่สามารถส่งเงินให้ไฟแนนซ์ได้ จะต้องนำเงินคืนให้แก่ผู้ซื้อรถคันแรกเท่านั้น ทางตัวแทนสมาคมธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์จึงแจ้งให้ฝ่ายรัฐบาลทราบว่า ไฟแนนซ์คงจะต้องเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถตามมาตรการคืนเงินภาษีรถคันแรก และอาจต้องเพิ่มเงินดาวน์เช่าซื้ออีก 10-15% จากอัตราปัจจุบัน
ที่มา : หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก วันที่ 15 กันยายน 2554